• ข่าวและกิจกรรม

    รับสมัครงาน ตำแหน่ง \"พนักงานช่างยนต์ และ พนักงานขาย\"

    13/06/2016
    บริษัท ออโต้แบคส์ จำกัด เปิดรับสมัครพนักงาน ดังนี้ 1. ตำแหน่ง พนักงานช่างยนต์ จำนวน 20 อัตรา คุณสมบัติ - เพศชาย อายุ 20 ปีขึ้นไป - วุฒิการศึกษา ม.6 - ปวช. ขึ้นไป (หรือเทียบเท่า) - พ้นภาระทางทหารแล้ว - มีประสบการณ์จะพิจารณาเป็นพิเศษ เงินเดือน ตามโครงสร้างบริษัทฯ   2. ตำแหน่ง พนักงานขาย จำนวน 10 อัตรา คุณสมบัติ - เพศชาย - หญิง อายุ 20 ปีขึ้นไป - วุฒิการศึกษา ม.6 - ปวช. (หรือเทียบเท่า) - มีประสบการณ์จะพิจารณาเป็นพิเศษ เงินเดือน ตามโครงสร้างบริษัทฯ   สวัสดิการ :  ค่าเรียนขับรถ และค่าใช้จ่ายทำใบขับขี่, เงินเบี้ยขยัน, เงินทำงานล่วงเวลา, ประกันสังคม, เครื่องแบบพนักงาน, ประกันชีวิต และประกันอุบัติเหตุกลุ่ม, ค่ารักษาพยาบาล, ค่าทำฟัน, เงินช่วยเหลือกรณีสมรส, เงินช่วยเหลือกรณีบุคคลในครอบครัวเสียชีวิต, อบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ, วันหยุดพักผ่อนประจำปี, ปรับเงินเดือน, โบนัสประจำปี   สนใจสมัครงานติดต่อ บริษัท สยามออโต้แบคส์ จำกัด 729/170 ถนนรัชดาภิเษก แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120 Tel. 02-295-0730 E-mail : Tharawut@autobacs.co.th      

    ออโต้แบคส์ เปิดสาขาใหม่ \\

    07/06/2016
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 บริษัท สยามออโต้แบคส์ จำกัด ได้เปิดให้บริการสาขาใหม่ อย่างเป็นทางการ โดย คุณมาซาฟูมิ คันโน และคุณชูเออิ ฟูคุดะ ผู้บริหารออโต้แบคส์ประจำประเทศไทย ครั้งนี้พบกับร้านออโต้แบคส์รูปแบบใหม่ พร้อมให้บริการด้านรถยนต์ครบวงจร และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ เพื่อให้ชาวจรัญสนิทวงศ์ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้เข้ามาใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย ใกล้ๆบ้านท่าน โปรโมชั่นเปิดสาขาจรัญสนิทวงศ์ - ซื้อยาง ยี่ห้อใด รุ่นใดก็ได้ ครบ4เส้น รับสิทธิ์ผ่อนยาง 0% นานสูงสุด 10เดือนและรับคูปองโลตัส ฟรี มูลค่า 1,000บาท- บริการเติมลมยางไนโตรเจน ฟรี- พิเศษสุดๆ ถึง 31 พ.ค.59 กับบริการ อบโอโซน ฟรี และรับคูปองโลตัส มูลค่า 2,000 บาท ทันที เมื่อซื้อยางครบ 4 เส้น Autobacsให้บริการคนรักรถ ด้วยทุกบริการที่ครบครัน ทันสมัย มาตรฐานเดียวกับประเทศญี่ปุ่น  สอบถามเพิ่มเติมโทร. 02 864 0130-1 www.facebook.com/Autobacsthai    

    แจ้งเปลี่ยนแปลง กำหนดการ เปิดบริการสาขานวมินทร์ และสาขาร่มเกล้า

    10/08/2016
    ออโต้แบ็คส์ แจ้งเปลี่ยนแปลงวันเปิดทำการ สาขานวมินทร์ และสาขาร่มเกล้า ให้ทุกท่านทราบ ดังนี้ สาขานวมินทร์ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-19.00 น. ยกเว้น ทุกวันอังคาร ของทุกสัปดาห์ สาขาร่มเกล้า เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-19.00 น. ยกเว้น ทุกวันพฤหัสบดี ของทุกสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม 2559 นี้เป็นต้นไป จึงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้   ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม สาขานวมินทร์ 02 510 3694-5 สาขาร่มเกล้า  02 543 8738-40 www.facebook.com/Autobacsfan
    ดูทั้งหมด

    เรื่องน่ารู้

    เสียงเบรคดัง

    21/12/2015
    เสียงเบรคดัง สัญญาณเตือนภัยที่ไม่ควรมองข้าม   ผู้ขับขี่หลายท่านอาจเคยประสบปัญหาเบรกมีเสียงหอนหรือมีเสียงดังผิดปกติ ขณะเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถหรือชะลอความเร็วรถ นั่นเป็นสัญญาณเตือนอันตรายว่าระบบเบรกกำลังมีปัญหา และอาจเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน เพื่อความปลอดภัย ขอแนะวิธีสังเกตและแก้ปัญหา ดังนี้ วิธีสังเกตและสาเหตุของเสียงเบรก ควรสังเกตโดยฟังเสียงเบรก โดยเฉพาะเสียงที่ดังหลังจากจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน หรือหลังจากล้างรถ หากมีเสียงดังในลักษณะความถี่สูง ๆ ต่ำ ๆ สลับกันขณะเหยียบเบรก หรือมีเสียงคล้ายโลหะเสียดสีกัน มักมีสาเหตุจากผ้าเบรกและจานเบรก เช่น ผ้าเบรกหมดจนโลหะเสียดสีกับจานเบรก จานเบรกสึกหรอ จานเบรกเป็นรอย เนื่องจากฝุ่นและหินที่หลุดเข้าไปเสียดสี มีน้ำหรือความชื้นอยู่บนผ้าเบรก การตรวจสอบระบบเบรก ทดสอบผ้าเบรก โดยแตะเบรกขณะรถเคลื่อนตัว หากเบรกไม่อยู่ให้รีบนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ทันที ตรวจสอบจานเบรก หากมีการสึกหรอหรือพื้นผิวไม่เรียบ เป็นรอยขูดขีดหรือรอยเส้น ควรเจียรจานเบรกให้เรียบสม่ำเสมอ กรณีที่จานดิสก์เบรกบางมากเกินไป บิดเบี้ยวหรือแตกหักให้เปลี่ยนใหม่ทันที การแก้ไขปัญหาเบื้องต้น หลังขับรถลุยน้ำท่วม หรือหลังล้างรถแล้วผ้าเบรกมีน้ำหรือความชื้นเคลือบอยู่ ให้เหยียบย้ำเบรกแบบถี่ ๆ 2-3 ครั้ง เพื่อไล่ความชื้นออกจากผ้าเบรกตรวจสอบน้ำมันเบรกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หากน้อยหรือมากเกินไป อาจส่งให้เสียงดังขณะเหยียบเบรก ทำให้ประสิทธิภาพของเบรกลดลง ผู้ขับขี่ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกอย่างน้อยปีละครั้งหรือทุก 2 หมื่นกิโลเมตร เพราะหากน้ำมันเบรกเสื่อมสภาพ จะทำให้แรงดันลูกสูบเบรกลดลง จนเกิดการเสียดสีและมีเสียงดัง ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการหยุดรถ นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้    เมื่อเบรคดัง ควรทำอย่างไร เบรกได้กลายเป็นชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ต้องรับภาระหนัก นอกเหนือไปจากความรับผิดชอบสำคัญความปลอดภัยแล้ว ยังต้องแบกรับภาระในการตอบสนองความรู้สึุกของผู้ใช้รถที่แตกต่าง ตามความชอบและไม่อาจแสดงออกมาเป็นตัวเลขได้ โดยเฉพาะปัญหา ในเรื่องเบรกดัง   เมื่อเบรคดัง ควรปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้   ตรวจสอบผ้าเบรก  ผิวหน้าของเบรกเป็นม้นเงาหรือไม่ ผิวหน้าผ้าเบรกเป็นเหมือนกระจก ความร้อนทำให้ผิวหน้าผ้าเบรกแข็งตัว จึงไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพที่แท้จริงของผ้าเบรกได้ มีรอยลักษณะเหมือนจานแผ่นเสียงหรือไม่ รอยที่เกิดจากการเสียดสีกับจากเบรก (rotor)เป็นสาเหตุให้เกิดอาการสั่นเล็กน้อยได้ มีการสึกที่ไม่เสมอกันหรือไม่ อาจมีีความผิดปกติที่คลิปผ้าเบรก (pad clip) หรือ ลูกสูบ (piston) มีการฉุกกระชาก ตรวจสอบสภาพของซิมและจารบี ซิมบิดผิดรูป ส่วนที่เคลือบและยางเสื่อมสภาพ ส่วนที่เป็นยาง มักจะแข็งตัวและหลุดออก เมื่อถูกความร้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งยางในบริเวณที่ถูกลูกสูบกดมักจะหลุด หรือบิดผิดรูปได้ นอกจากนี้ หากบริเวณที่เป็นเขี้ยวซึ่งอยู่ที่ผ้าเบรกผิดรูปจะทำให้ซิมไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมด้านหลังผ้าเบรกทาจาระบีไว้อย่างพอเหมาะหรือไม่ จาระบีจะหลุดง่ายเมือโดนความร้อน เศษโคลนห  หรือน้ำ   ตรวจสอบผิวหน้าของจานเบรก ผิวหน้าเปลี่ยนสีออกเป็นสีดำ และเป็นมัันเงาหรือไม่ ความร้อนทำให้ผิวหน้าเกิดรอยไหม้ นอกจากนี้ผงสร้างแรงเสียดทานในผ้าเบรก อาจติดอยู่ที่ผิวจานเบรกได้ มีรอยลักษณะเหมื่อนจานแผ่นเสียงที่ผิวหน้าหรือไม่ เป็นรอยที่เกิดจากการเสียดสีกับผ้าเบรก สีที่เปลี่ยนไปและรอยที่เกิดขึ้นจะทำให้ระบบการสั่นของผ้าเบรก ขณะหยุดรถ เปลี่ยนไปก่อให้เกิดเสียงเบรกได้   ตรวจสอบก้ามปู (Disc Caliper) ต้วก้ามปูบิดผิดรูปหรือไม่ เป็นเรื่องที่เกิิดไม่บ่อยนัก แต่หากถูกกระทบแรงมากๆ ในระยะเวลาหนึ่ง หรือรถที่เกิดอุบัติเหตุตัวก้ามปู จะมีการผิดรูปเล็กน้อย ชิ้นส่วนที่เป็นยางเสื่อมสภาพหรือไม่ เช่น Piston bush, Piston seal, slide pin bush หากชิ้นส่วนที่เป็นยางผิดปกติ จะทำให้ลูกสูบและส่วนที่ Slide ทำงานไม่ปกติ มีอาการกระชาก เป็นต้น คลิปที่ยึดผ้าเบรกด้วยแรงด้วยแรงที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดอาการเอียงหรือสั่นเล็กน้อยได้  เสีียงดัง..เอี็๊ยดๆๆๆ เสียงเสียดสี...หรือการขูดชีดของโลหะเมื่อมีการเสียดสีของวัตถุสองชิ้น ย่อมทำให้เกิดความร้อนรวมทั้่่งเกิดเสียงดัง   บทความจาก http://www.supcar.net/article

    ความรู้เกี่ยวกับ “แบตเตอรี่รถยนต์” พร้อมวิธีการดูแลรักษาและสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม

    20/08/2015
    ความรู้เรื่องแบตเตอรี่ สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม ส่วนประกอบของแบตเตอรี่ หน้าที่ของแบตเตอรี่ ชนิดของแบตเตอรี่ น้ำกรด(Electrolyte) ไฮโดรมิเตอร์(Hydrometer) วิธีสังเกตแบตเตอรี่เสื่อม การดูแลรักษาแบตเตอรี่ การพ่วงสายแบตเตอรี่…   1. แบตเตอรี่ คืออะไร? แบตเตอรี่ เป็นอุปกรณ์จัดเก็บ และจ่ายกระแสไฟฟ้า โดยมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ที่มีการทำปฏิกิริยาเคมีภายใน ทำให้เกิดไฟฟ้า ซึ่งเป็นแหล่งรวมพลังไฟฟ้าของรถ แบตเตอรี่ให้กระแสไฟฟ้าแก่รถในการสตาร์ทเครื่องโดยการจ่ายไฟฟ้าให้แก่ไดร์สตาร์ทเพื่อให้เครื่องยนต์ติด จากนั้นระบบไฟฟ้าที่ใช้ในรถจะมาจากไดชาร์จ ยกเว้นกรณีการใช้อุปกรณ์บางอย่างเช่นใบปัดน้ำฝน ไฟหน้ารถ ไฟเลี้ยว ฯลฯ จะมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ช่วยในการทำงาน แบตเตอรี่ที่ติดรถเรียบร้อยแล้วจะได้รับการเติมไฟฟ้าจากไดร์ชาร์จเมื่อกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลดลงเนื่องจากการนำกระแสไฟฟ้าไปใช้ (โดยกระบวนการชาร์จไฟนี้จะทำงานในขณะที่เครื่องยนต์ติด)   2. ส่วนประกอบของ แบตเตอรี่ ขั้วแบตเตอรี่ (Pole) แผ่นธาตุลบ (Negative Plate) แผ่นกั้น (Separator& Glass mat) แผ่นธาตุบวก (Positive Plate) จุกปิด (Vent Plug) เปลือกหม้อและฝาหม้อ (Container3 & Lid) ขั้ว (Terminal Pole)   3. หน้าที่ของ แบตเตอรี่ แหล่งพลังงานจ่ายไฟให้แก่สตาร์ทเตอร์ และระบบจุดระเบิดให้แก่เครื่องยนต์ เพื่อให้เครื่องยนต์หมุนและติดเครื่องได้ เป็นแหล่งให้พลังงานแก่ระบบไฟฟ้าอื่นๆในรถยนต์เมื่อระบบไฟฟ้าในรถยนต์ต้องการกำลังไฟฟ้ามากกว่าที่ระบบจ่ายไฟของรถยนต์จะจ่ายได้ รักษาระดับกระแสไฟให้คงที่ 4. ชนิดของแบตเตอรี่ แบตเตอรี่แบบธรรมดา (เติมน้ำกรดแล้วชาร์จไฟในครั้งแรก จากนั้นต้องหมั่นดูแลระดับน้ำอย่างสม่ำเสมอ) แบตเตอรี่แบบไม่ต้องเติมน้ำกลั่น (Free Maintenance) หรือโดยทั่วไปนิยมเรียกว่า “แบตแห้ง” (แบตเตอรี่ชนิดนี้มีการเติมน้ำกรดและชาร์จไฟมาจากโรงงาน ก่อนการติดตั้งสินค้าในครั้งแรกต้องทำการกระตุ้นแผ่นธาตุโดยการชาร์จไฟฟ้าระยะสั้นประมาณ 5-10 นาที จากนั้นไม่ต้องดูแลระดับน้ำในระยะแรก (6 เดือนแรก) หลังจากนั้นควรดูแลประมาณ 3 เดือนครั้ง เนื่องจากแบตเตอรี่ชนิดนี้มีระบบป้องกันการระเหยของน้ำทำให้มีการระเหยของน้ำในแบตเตอรี่ต่ำมาก   5. สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม > การประจุไฟที่น้อยเกินควร Under Charging อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:– เกิดคราบขาวที่แผ่นธาตุของแบตเตอรี่ส่งผลให้ประจุไฟได้ยาก– ทำให้แผ่นธาตุจะเสื่อมสภาพ > การประจุไฟที่มากเกินควร Over Charging อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:– น้ำกลั่นแปรสภาพเป็นแก๊สมากทำให้ระดับน้ำกลั่นลดลง– อุณหภูมิสูงขึ้นมากทำให้แผ่นธาตุเสื่อม– ทำให้ผงตะกั่วเกิดการสึกกร่อนจากแผ่นธาตุ– แผ่นธาตุงอโค้ง– ลดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ > การลัดวงจรในช่องแบตเตอรี่ Short Circuit อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:– เกิดตะกอนที่อยู่ส่วนล่างของหม้อแบตเตอรี่มากเกินไป– เกิดจากการแตกหักหรือการเสื่อมสภาพของแผ่นกั้นระหว่างแผ่นธาตุบวก และแผ่นธาตุลบ >ปัญหาระบบไฟในรถยนต์ อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:– การติดเครื่องเสียง สัญญาณกันขโมย อุปกรณ์เสริมในรถเพิ่มเติม (ไฟไม่พอ)– การเปลี่ยนแปลงขนาดของแบตเตอรี่– การลัดวงจรของสวิทซ์ไฟต่างๆในรถ– ประสิทธิภาพการทำงานของไดชาร์จไม่เต็มที่ >การมีสารอันตรายปะปนในหม้อแบตเตอรี่ Impurity อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:– น้ำกรดไม่ได้คุณภาพ– น้ำกลั่นที่เติมลงไปไม่บริสุทธิ์– เติมน้ำกลั่นสี (สารหล่อเย็น) ลงไป >การเกิดซัลเฟต (Sulfation) แผ่นธาตุที่มีผลึกซัลเฟตสีขาวเกาะติดอยู่ที่บริเวณแผ่นธาตุ เกิดจาก…..– ปล่อยทิ้งแบตเตอรี่ไว้นานๆ โดยไม่นำไปใช้– การประจุไฟที่น้อยเกินไป (Under Charging)– แผ่นธาตุโผล่พ้นระดับน้ำกรด   6. น้ำกรด (Electrolyte) น้ำกรดซัลฟูริค (Sulfuric Acid) เป็นตัวนำไฟฟ้าระหว่างแผ่นธาตุบวก และลบ น้ำกรดที่ใช้ในประเทศไทยควรมีค่า ถ.พ. ระหว่าง 1.24-1.25 ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียสการเติมน้ำกรด: ใช้น้ำกรดที่มีค่าความถ่วงจำเพาะอยู่ระหว่าง 1.240-1.250 ใส่น้ำกรดลงในทุกช่องแบตเตอรี่จนถึงระดับ UPPER ตั้งแบตเตอรี่ทิ้งไว้ในร่มประมาณ 1 ชม. เพื่อให้ซึมเข้าแผ่นธาตุ ถ้าน้ำกรดลดลง ให้เติมน้ำกรดอีกครั้งจนถึงระดับ UPPER   7. ไฮโดรมิเตอร์ (Hydrometer) เครื่องวัดความถ่วงจำเพาะ (ถ.พ.) เป็นเครื่องมือสำหรับวัดความเข้มข้นของน้ำกรด ใช้ตรวจสอบความผิดปกติของแบตเตอรี่แต่ละช่อง หรือใช้ตรวจเช็คการลัดวงจรภายในช่องใด ช่องหนึ่ง ของแบตเตอรี่ เพราะฉะนั้นถ้าความถ่วงจำเพาะไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องนำแบตเตอรี่ไปชาร์ตไฟใหม่ (ในกรณีแบตเตอรี่ใหม่) และหากตรวจพบว่ามีช่องใดช่องหนึ่งมีค่า ถ.พ. ต่ำกว่าช่องอื่นสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกิดการลัดวงจรในช่องนั้นๆ (ในกรณีแบตเตอรี่ที่ใช้งานไปแล้ว) ปริมาณไฟฟ้าในแบตเตอรี่ ความถ่วงจำเพาะ ความต่างศักย์ไฟฟ้า(V) 100% 1.25 12.6 75% 1.23 12.4 50% 1.2 12.2 25% 1.17 12.00 ต้องนำไปอัดไฟใหม่   8. วิธีสังเกตแบตเตอรี่เสื่อม เมื่อมีอาการต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ (สำหรับแบตเตอรี่ธรรมดา) ไฟหน้าไม่สว่าง ตอนเช้าสตาร์ทรถติดยาก (เสียงเครื่องหมุนช้า) กระจกไฟฟ้าเริ่มทำงานช้าลง ระบบไฟฟ้าอื่นๆในรถทำงานช้าลง เมื่อแบตเตอรี่ใช้งานมานานกว่า 1.5 – 2 ปี ไดสตาร์ทไม่สามารถทำงานได้ แผ่นธาตุภายในเกิดอาการบวม น้ำกรดภายในลดลง (แห้ง) ต่ำกว่าแผ่นธาต   9. การดูแลรักษาแบตเตอรี่ ทำความสะอาดสายไฟ ทั้งบวกลบ และแบตเตอรี่ด้วยน้ำอุ่น และเช็ดให้แห้งอยู่เสมอ ตรวจเช็คทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ และทาด้วยวาสลิน เพื่อป้องกับคราบขี้เกลือ ตรวจเช็คน้ำกลั่นสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้น้ำแห้ง ไม่เติมน้ำกลั่นให้เกินกว่าขีดสูงสุด และต่ำกว่าขีดต่ำสุด ตรวจวัดระดับกระแสไฟแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ ตรวจเช็คไดร์ชาร์จ เมื่อระบบไฟอ่อน ตรวจสอบความมั่นคงของการติดตั้ง ห้ามเติมน้ำกรด และน้ำกลั่นที่มีสีหรือสารเคมีโดยเด็ดขาด ห้ามสูบบุหรี่ ขณะตรวจเช็คน้ำในแบตเตอรี่ เพราะอาจจะระเบิดได้ ตาแมวของแบตเตอรี่แห้งใช้ดูกำลังไฟโดย (สีน้ำเงิน=ไฟดีอยู่ / สีส้มแดง=แบตเตอรี่มีปัญหาจะต้องชาร์ตไฟหรือเติมน้ำกลั่น / สีขาว=แบตเตอรี่เสียหรือเสื่อมคุณภาพ ต้องเปลี่ยนลูกใหม่)   10. การพ่วงสายแบตเตอรี่ สายเส้นแรก เริ่มหนีบขั้ว + ของแบตเตอรี่ลูกที่ไฟหมด โดยถือปลายสายอีกด้านลอยไว้ แล้วจึงหนีบขั้ว + ของแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟ สายเส้นที่สอง หนีบขั้ว – ของแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟ แล้วหนีบอีกปลายเข้ากับตัวถังหรือโลหะในห้องเครื่องยนต์ของรถยนต์คันที่ไม่มีไฟ (ไม่ควรหนีบเข้ากับขั้ว – ของแบตเตอรี่ที่ไฟหมด เพื่อป้องกันการระเบิดของแบตเตอรี่เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก) จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์ของรถยนต์คันที่มีไฟ แล้วจึงสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่ถูกพ่วง เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วจึงถอดสายพ่วงออกทีละขั้ว โดยเริ่มจากปลายสาย – ด้านที่หนีบอยู่กับตัวถังรถ แล้วจึงถอดปลายอีกด้าน จากนั้นให้ถอดปลายสาย + ที่หนีบอยู่กับแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟ แล้วจึงถอดปลายสายอีกด้าน โดยในการถอดก็ต้องระวังไม่ให้ปลายสายสัมผัสกับสิ่งใด ที่มา : http://www.siaminside.com/

    5 วิธีดูแลรักษาแอร์รถยนต์

    16/03/2015
    รู้สาเหตุไปเมื่อตอนที่แล้วแล้วนะครับว่า อะไรบ้างทําให้แอร์รถไม่เย็น ตรวจเช็คอย่างไร และแก้ไขยังไง ...ลองมาดูกันบ้างว่า แล้วในสภาวะที่แอร์รถยนต์ยังแข็งแรงเป็นปกติเราจะดูแลอย่างไรดี 1.ที่ปุ่มปรับความเย็น ไม่ควรปรับไปที่โหมด cool ตลอดเวลาเพราะคอมเพรสเซอร์แอร์จะทํางานหนักตลอดเวลา 2.เมื่อเปิดแอร์ไม่ควรเปิดกระจก เพราะจะทําให้คอมเพรสเซอร์ทํางานหนัก 3.ก่อนจอดรถประมาณ 5 นาทีควรปิดการทํางานของคอมแอร์ (A/C ) 4.ควรล้างตู้แอร์ทุก 1 ปีหรือ ทุกการใช้งาน 2หมื่นกิโลเมตรรวมทั้งเปลี่ยนถ่ายน้ํามันคอมเพรสเซอร์ทุกครั้งที่มีการล้างตู้แอร์ 5.การล้างตู้แอร์มี2 แบบ คือ การถอดออกมาล้าง และ การไม่ถอด ซึ่งแน่นอนว่าวิธีแรกนั้นจะใช้เวลาและเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะต้องล้างแบบถอดหรือไม่ถอดนั้นขึ้นอยู่กับว่า ตลอดระยะเวลาการใช้แอร์รถยนต์ที่ผ่านมานั้นผู้ขับขี่ได้ดูแลเอาใจใส่แอร์รถยนตืมากน้อยเพียงใดนะครับการที่ผ่านมามีการล้างทําความสะอาดสม่ําเสมอ การล้างแบบถอดก็อาจจะไม่จําเป็นเท่าใดนักในตอนหน้า ผมจะนําวิธีการล้างตู้แอร์แบบละเอียดมาฝากนะครับ เพราะเมื่อเรารู้ทั้งสาเหตุอาการเสียต่างๆ วิธีดูแลรักษาโดยละเอียดแล้วและนําไปใช้แอร์ในรถยนต์ของเราก็จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นแน่นอนว่าเป็นผลดีทั้งต่อเงินในกระเป๋าและสําคัญยิ่งกว่าคือ สุขภาพของผู้ใช้รถด้วยนะครับ ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล http://franksautoelectrical.com.au/documents/51.html  
    ดูทั้งหมด
    Top