• ค้นหา

    เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการค้นหา
    คุณสามารถค้นหายางที่ต้องการตามยี่ห้อและรุ่นรถได้


    Category / หมวดหมู่ :  
    Brand / ยี่ห้อ :  
    Model / รุ่นรถ :  
    ค้นหาจาก ID :  

    ข่าวและกิจกรรม

    ออโต้แบคส์ คู้บอน Tire Festival

    07/07/2015
    ออโต้แบคส์ สาขาคู้บอน ขอเชิญชวนลูกค้าทุกท่าน เยี่ยมชมยางราคาพิเศษ อาทิยาง โยโกฮาม่า, ดันลอป และ จีที มาให้ท่านเลือกมากมายหลายรายการ พร้อมโปรโมชั่นดีๆ ให้ท่านเลือก 0% 10 เดือน หรือรับส่วนลดพิเศษ วันนี้ - 31 ก.ค.นี้

    AUTOBACS SUPER GT สนาม3 บุรีรัมย์

    22/06/2015
    “ทีมโมลา” ผงาด บุรีรัมย์ ซูเปอร์ จีที 2015 ศึกบุรีรัมย์ ซูเปอร์ จีที เรซ 2015 ดวลความเร็วสุดมันส์ ท่ามกลางแฟนความเร็วล้นหลามในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต โดยแชมป์ในรุ่นจีที500 เป็นของ ทีม โมล่า ขับโดย ซาโตชิ โมโตยาม่า และ มาซาตากะ ยานากิดะ ส่วนทีมแข่งไทยรถมีปัญหาไม่จบเรซ หลังมีลุ้นโพเดียมช่วงท้าย ขณะแชมป์ จีที 300 เป็นของ ทีม เอ็นดีดีพี ขับโดย มิตซึโนริ ทากาโบชิ และ คาซูกิ โฮชิโน่ คู่หูชาวญี่ปุ่น จากเกมเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมาการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบสุดยิ่งใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นอย่าง ซูเปอร์จีที 2015 สนาม 3 รายการ บุรีรัมย์ ซูเปอร์ จีที เรซ ดวลความเร็วรอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายนนี้ ในเวลา 15.00 – 17.00 น. ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ด้วยระยะทางทั้งหมด 300 กิโลเมตรโพลโพซิชั่น ในรุ่นจีที500 เป็นของ รถแข่งเล็กซัส หมายเลข 38 จากทีมเซนต์ เครูโมะ ขับโดย ยูจิ ทาชิกาว่า และ ฮิโรอากิ อิชิอูระ ขนาบข้างด้วย รถแข่งเล็กซัส หมายเลข 36 จากทีม เลกซัส ทีม ปิโตรนาส ทอมส์ ขับโดย เจมส์ รอสซิเตอร์ และ ไดซูเกะ อิโตะ ส่วนกริดที่ 3 เป็นของ รถแข่งนิสสัน จีที-อาร์ หมายเลข 46 จากทีม โมลา ขับโดย ซาโตชิ โมโตยาม่า และ มาซาตากะ ยานากิดะด้านกริดสตาร์ทในรุ่นจีที 300 ทีมจากประเทศไทยอย่าง ไรเตอร์ วัฒนา มอเตอร์สปอร์ต ขับโดย ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม  และ โทมัส เอ็งเก้ ทีมเมทอชาวเช็ก ได้ออกตัวจากกริดที่ 22 ส่วน ณณิณ อินทร์พยุง นักขับไทยจาก อานาจ เรซซิ่ง ได้ออกตัวจากกริดที่ 16  ขณะที่โพลโพซิชั่นในรุ่นจีที 300 ตกเป็นของรถแข่งโตโยต้า 86 หมายเลข 25 จาก วีว่า ซี ทีม ซึจิย่า ขับโดย ทาเคชิ ซึจิย่า และ ทากามิตซึ มัตซูอิ 2 นักขับญี่ปุ่นผลการแข่งขันในรุ่นจีที500 กลายเป็นรถแข่ง นิสสัน จีที-อาร์ หมายเลข 46 ซึ่งส่ง ซาโตชิ โมโตยาม่า ลงขับไม้แรกพร้อมกับทะยานขึ้นเป็นผู้นำ ก่อนเปลี่ยนให้ มาซาตากะ ยานากิดะ ลงมารับช่วงต่อ และซิ่งเข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยจำนวนรอบทั้งสิ้น 66 รอบสนาม โดยมี รถแข่ง เล็กซัส หมายเลข 6 จากทีม เล็กซัส ทีม เลอมองส์ อีนิออส ขับโดย คาซูยะ โอชิม่า และ ยูจิ คูนิโมโตะ เป็นอันดับ 2 ตามหลัง 7.931 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ รถแข่ง ฮอนด้า คอนเซ็ปต์ เอ็นเอสเอ็กซ์ หมายเลข 17 จากทีม เคฮิน เรียล เรซซิ่ง ขับโดย โคอุดาอิ และ ฮิเดกิ มูโตะ 2 นักขับญี่ปุ่น ตามหลังแชมป์ 19.727 วินาทีส่วนการแข่งขันในรุ่น จีที300 ทีมไทยอย่าง ไรเตอร์ วัฒนา มอเตอร์สปอร์ต มีลุ้นขึ้นโพเดียมในช่วงท้ายเรซ หลังช่วงแรกส่ง ชนม์สวัสดิ์ ลงไปขับ และเปลี่ยนให้ โทมัส เอ็งเก้ ลงมารับช่วงต่อ โดยค่อยๆ ไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาสูงสุดในอันดับ 8 ก่อนจะต้องนำรถเข้ามาเติมนำมันรอบรองสุดท้าย ทว่าไม่สามารถนำรถไปลุยต่อได้ ไม่จบการแข่งขันอย่างน่าเสียดาย ขณะ ณณิณ อินทร์พยุง และ มาซากิ คาโนะ จาก อานาจ เรซซิ่ง จบเรซในอันดับ 14โดยแชมป์ในรุ่นจีที300 ตกเป็นของรถแข่งนิสสัน จีที-อาร์ หมายเลข 3 จากทีม เอ็นดีดีพี ขับโดย มิตซึโนริ ทากาโบชิ และ คาซูกิ โฮชิโน่ คู่หูชาวญี่ปุ่น เข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยจำนวนรอบทั้งสิ้น 61 รอบสนาม ตามด้วย รถแข่งนิสสัน จีที-อาร์ หมายเลข 10 จากทีมเกนเนอร์ ขับโดย เรียวอิชิโร่ โทมิตะ และ อันเดร คูโต้ ตามหลังแชมป์ 9.231 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ รถแข่งบีเอ็มดับเบิลยู Z4 หมายเลข 7 ขับโดย เซอิจิ อาระ และ จอร์ก มูลเลอร์ ตามหลังแชมป์ 26.749 วินาทีทั้งนี้ในวันเดียวกันประเทศไทยได้รับข่าวดี เมื่อ บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และ จีทีเอ ได้บรรลุข้อตกลงในการต่อสัญญาออกไป 2 ปี ส่งผลให้สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ได้รับสิทธิ์เป็นเข้าภาพจัดการแข่งขันอีก 2 ปี นั่นคือปี 2016-2017 โดยสนามถัดไปของศึกซูเปอร์ จีที 2015 จะโยกกลับไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 8-9 สิงหาคมนี้ ที่สนาม ฟูจิ อินเตอร์เนชั่นแนล สปีด เวย์

    เบรกแตกทำไงดี

    16/03/2015
    เบรกแตกนับเป็นเรื่องใหญ่ที่ทั้งมือใหม่หัดขับหรือแม้กระทั่งไม่ใหม่ก็คงภาวนาอย่าให้เกิดขึ้นกับตัวเองนะครับ ...ทั้งหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีข่าวลงให้เห็นบ่อยๆถึงอุบัติเหตุที่เกิดจากรถเบรกแตก
    ดูทั้งหมด

    เรื่องน่ารู้

    ความรู้เกี่ยวกับ “แบตเตอรี่รถยนต์” พร้อมวิธีการดูแลรักษาและสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม

    20/08/2015
    ความรู้เรื่องแบตเตอรี่ สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม ส่วนประกอบของแบตเตอรี่ หน้าที่ของแบตเตอรี่ ชนิดของแบตเตอรี่ น้ำกรด(Electrolyte) ไฮโดรมิเตอร์(Hydrometer) วิธีสังเกตแบตเตอรี่เสื่อม การดูแลรักษาแบตเตอรี่ การพ่วงสายแบตเตอรี่…   1. แบตเตอรี่ คืออะไร? แบตเตอรี่ เป็นอุปกรณ์จัดเก็บ และจ่ายกระแสไฟฟ้า โดยมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ที่มีการทำปฏิกิริยาเคมีภายใน ทำให้เกิดไฟฟ้า ซึ่งเป็นแหล่งรวมพลังไฟฟ้าของรถ แบตเตอรี่ให้กระแสไฟฟ้าแก่รถในการสตาร์ทเครื่องโดยการจ่ายไฟฟ้าให้แก่ไดร์สตาร์ทเพื่อให้เครื่องยนต์ติด จากนั้นระบบไฟฟ้าที่ใช้ในรถจะมาจากไดชาร์จ ยกเว้นกรณีการใช้อุปกรณ์บางอย่างเช่นใบปัดน้ำฝน ไฟหน้ารถ ไฟเลี้ยว ฯลฯ จะมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ช่วยในการทำงาน แบตเตอรี่ที่ติดรถเรียบร้อยแล้วจะได้รับการเติมไฟฟ้าจากไดร์ชาร์จเมื่อกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลดลงเนื่องจากการนำกระแสไฟฟ้าไปใช้ (โดยกระบวนการชาร์จไฟนี้จะทำงานในขณะที่เครื่องยนต์ติด)   2. ส่วนประกอบของ แบตเตอรี่ ขั้วแบตเตอรี่ (Pole) แผ่นธาตุลบ (Negative Plate) แผ่นกั้น (Separator& Glass mat) แผ่นธาตุบวก (Positive Plate) จุกปิด (Vent Plug) เปลือกหม้อและฝาหม้อ (Container3 & Lid) ขั้ว (Terminal Pole)   3. หน้าที่ของ แบตเตอรี่ แหล่งพลังงานจ่ายไฟให้แก่สตาร์ทเตอร์ และระบบจุดระเบิดให้แก่เครื่องยนต์ เพื่อให้เครื่องยนต์หมุนและติดเครื่องได้ เป็นแหล่งให้พลังงานแก่ระบบไฟฟ้าอื่นๆในรถยนต์เมื่อระบบไฟฟ้าในรถยนต์ต้องการกำลังไฟฟ้ามากกว่าที่ระบบจ่ายไฟของรถยนต์จะจ่ายได้ รักษาระดับกระแสไฟให้คงที่ 4. ชนิดของแบตเตอรี่ แบตเตอรี่แบบธรรมดา (เติมน้ำกรดแล้วชาร์จไฟในครั้งแรก จากนั้นต้องหมั่นดูแลระดับน้ำอย่างสม่ำเสมอ) แบตเตอรี่แบบไม่ต้องเติมน้ำกลั่น (Free Maintenance) หรือโดยทั่วไปนิยมเรียกว่า “แบตแห้ง” (แบตเตอรี่ชนิดนี้มีการเติมน้ำกรดและชาร์จไฟมาจากโรงงาน ก่อนการติดตั้งสินค้าในครั้งแรกต้องทำการกระตุ้นแผ่นธาตุโดยการชาร์จไฟฟ้าระยะสั้นประมาณ 5-10 นาที จากนั้นไม่ต้องดูแลระดับน้ำในระยะแรก (6 เดือนแรก) หลังจากนั้นควรดูแลประมาณ 3 เดือนครั้ง เนื่องจากแบตเตอรี่ชนิดนี้มีระบบป้องกันการระเหยของน้ำทำให้มีการระเหยของน้ำในแบตเตอรี่ต่ำมาก   5. สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม > การประจุไฟที่น้อยเกินควร Under Charging อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:– เกิดคราบขาวที่แผ่นธาตุของแบตเตอรี่ส่งผลให้ประจุไฟได้ยาก– ทำให้แผ่นธาตุจะเสื่อมสภาพ > การประจุไฟที่มากเกินควร Over Charging อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:– น้ำกลั่นแปรสภาพเป็นแก๊สมากทำให้ระดับน้ำกลั่นลดลง– อุณหภูมิสูงขึ้นมากทำให้แผ่นธาตุเสื่อม– ทำให้ผงตะกั่วเกิดการสึกกร่อนจากแผ่นธาตุ– แผ่นธาตุงอโค้ง– ลดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ > การลัดวงจรในช่องแบตเตอรี่ Short Circuit อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:– เกิดตะกอนที่อยู่ส่วนล่างของหม้อแบตเตอรี่มากเกินไป– เกิดจากการแตกหักหรือการเสื่อมสภาพของแผ่นกั้นระหว่างแผ่นธาตุบวก และแผ่นธาตุลบ >ปัญหาระบบไฟในรถยนต์ อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:– การติดเครื่องเสียง สัญญาณกันขโมย อุปกรณ์เสริมในรถเพิ่มเติม (ไฟไม่พอ)– การเปลี่ยนแปลงขนาดของแบตเตอรี่– การลัดวงจรของสวิทซ์ไฟต่างๆในรถ– ประสิทธิภาพการทำงานของไดชาร์จไม่เต็มที่ >การมีสารอันตรายปะปนในหม้อแบตเตอรี่ Impurity อาการ และลักษณะที่เกิดขึ้น:– น้ำกรดไม่ได้คุณภาพ– น้ำกลั่นที่เติมลงไปไม่บริสุทธิ์– เติมน้ำกลั่นสี (สารหล่อเย็น) ลงไป >การเกิดซัลเฟต (Sulfation) แผ่นธาตุที่มีผลึกซัลเฟตสีขาวเกาะติดอยู่ที่บริเวณแผ่นธาตุ เกิดจาก…..– ปล่อยทิ้งแบตเตอรี่ไว้นานๆ โดยไม่นำไปใช้– การประจุไฟที่น้อยเกินไป (Under Charging)– แผ่นธาตุโผล่พ้นระดับน้ำกรด   6. น้ำกรด (Electrolyte) น้ำกรดซัลฟูริค (Sulfuric Acid) เป็นตัวนำไฟฟ้าระหว่างแผ่นธาตุบวก และลบ น้ำกรดที่ใช้ในประเทศไทยควรมีค่า ถ.พ. ระหว่าง 1.24-1.25 ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียสการเติมน้ำกรด: ใช้น้ำกรดที่มีค่าความถ่วงจำเพาะอยู่ระหว่าง 1.240-1.250 ใส่น้ำกรดลงในทุกช่องแบตเตอรี่จนถึงระดับ UPPER ตั้งแบตเตอรี่ทิ้งไว้ในร่มประมาณ 1 ชม. เพื่อให้ซึมเข้าแผ่นธาตุ ถ้าน้ำกรดลดลง ให้เติมน้ำกรดอีกครั้งจนถึงระดับ UPPER   7. ไฮโดรมิเตอร์ (Hydrometer) เครื่องวัดความถ่วงจำเพาะ (ถ.พ.) เป็นเครื่องมือสำหรับวัดความเข้มข้นของน้ำกรด ใช้ตรวจสอบความผิดปกติของแบตเตอรี่แต่ละช่อง หรือใช้ตรวจเช็คการลัดวงจรภายในช่องใด ช่องหนึ่ง ของแบตเตอรี่ เพราะฉะนั้นถ้าความถ่วงจำเพาะไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องนำแบตเตอรี่ไปชาร์ตไฟใหม่ (ในกรณีแบตเตอรี่ใหม่) และหากตรวจพบว่ามีช่องใดช่องหนึ่งมีค่า ถ.พ. ต่ำกว่าช่องอื่นสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกิดการลัดวงจรในช่องนั้นๆ (ในกรณีแบตเตอรี่ที่ใช้งานไปแล้ว) ปริมาณไฟฟ้าในแบตเตอรี่ ความถ่วงจำเพาะ ความต่างศักย์ไฟฟ้า(V) 100% 1.25 12.6 75% 1.23 12.4 50% 1.2 12.2 25% 1.17 12.00 ต้องนำไปอัดไฟใหม่   8. วิธีสังเกตแบตเตอรี่เสื่อม เมื่อมีอาการต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ (สำหรับแบตเตอรี่ธรรมดา) ไฟหน้าไม่สว่าง ตอนเช้าสตาร์ทรถติดยาก (เสียงเครื่องหมุนช้า) กระจกไฟฟ้าเริ่มทำงานช้าลง ระบบไฟฟ้าอื่นๆในรถทำงานช้าลง เมื่อแบตเตอรี่ใช้งานมานานกว่า 1.5 – 2 ปี ไดสตาร์ทไม่สามารถทำงานได้ แผ่นธาตุภายในเกิดอาการบวม น้ำกรดภายในลดลง (แห้ง) ต่ำกว่าแผ่นธาต   9. การดูแลรักษาแบตเตอรี่ ทำความสะอาดสายไฟ ทั้งบวกลบ และแบตเตอรี่ด้วยน้ำอุ่น และเช็ดให้แห้งอยู่เสมอ ตรวจเช็คทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ และทาด้วยวาสลิน เพื่อป้องกับคราบขี้เกลือ ตรวจเช็คน้ำกลั่นสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้น้ำแห้ง ไม่เติมน้ำกลั่นให้เกินกว่าขีดสูงสุด และต่ำกว่าขีดต่ำสุด ตรวจวัดระดับกระแสไฟแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ ตรวจเช็คไดร์ชาร์จ เมื่อระบบไฟอ่อน ตรวจสอบความมั่นคงของการติดตั้ง ห้ามเติมน้ำกรด และน้ำกลั่นที่มีสีหรือสารเคมีโดยเด็ดขาด ห้ามสูบบุหรี่ ขณะตรวจเช็คน้ำในแบตเตอรี่ เพราะอาจจะระเบิดได้ ตาแมวของแบตเตอรี่แห้งใช้ดูกำลังไฟโดย (สีน้ำเงิน=ไฟดีอยู่ / สีส้มแดง=แบตเตอรี่มีปัญหาจะต้องชาร์ตไฟหรือเติมน้ำกลั่น / สีขาว=แบตเตอรี่เสียหรือเสื่อมคุณภาพ ต้องเปลี่ยนลูกใหม่)   10. การพ่วงสายแบตเตอรี่ สายเส้นแรก เริ่มหนีบขั้ว + ของแบตเตอรี่ลูกที่ไฟหมด โดยถือปลายสายอีกด้านลอยไว้ แล้วจึงหนีบขั้ว + ของแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟ สายเส้นที่สอง หนีบขั้ว – ของแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟ แล้วหนีบอีกปลายเข้ากับตัวถังหรือโลหะในห้องเครื่องยนต์ของรถยนต์คันที่ไม่มีไฟ (ไม่ควรหนีบเข้ากับขั้ว – ของแบตเตอรี่ที่ไฟหมด เพื่อป้องกันการระเบิดของแบตเตอรี่เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก) จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์ของรถยนต์คันที่มีไฟ แล้วจึงสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่ถูกพ่วง เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วจึงถอดสายพ่วงออกทีละขั้ว โดยเริ่มจากปลายสาย – ด้านที่หนีบอยู่กับตัวถังรถ แล้วจึงถอดปลายอีกด้าน จากนั้นให้ถอดปลายสาย + ที่หนีบอยู่กับแบตเตอรี่ลูกที่มีไฟ แล้วจึงถอดปลายสายอีกด้าน โดยในการถอดก็ต้องระวังไม่ให้ปลายสายสัมผัสกับสิ่งใด ที่มา : http://www.siaminside.com/

    5 วิธีดูแลรักษาแอร์รถยนต์

    16/03/2015
    รู้สาเหตุไปเมื่อตอนที่แล้วแล้วนะครับว่า อะไรบ้างทําให้แอร์รถไม่เย็น ตรวจเช็คอย่างไร และแก้ไขยังไง ...ลองมาดูกันบ้างว่า แล้วในสภาวะที่แอร์รถยนต์ยังแข็งแรงเป็นปกติเราจะดูแลอย่างไรดี 1.ที่ปุ่มปรับความเย็น ไม่ควรปรับไปที่โหมด cool ตลอดเวลาเพราะคอมเพรสเซอร์แอร์จะทํางานหนักตลอดเวลา 2.เมื่อเปิดแอร์ไม่ควรเปิดกระจก เพราะจะทําให้คอมเพรสเซอร์ทํางานหนัก 3.ก่อนจอดรถประมาณ 5 นาทีควรปิดการทํางานของคอมแอร์ (A/C ) 4.ควรล้างตู้แอร์ทุก 1 ปีหรือ ทุกการใช้งาน 2หมื่นกิโลเมตรรวมทั้งเปลี่ยนถ่ายน้ํามันคอมเพรสเซอร์ทุกครั้งที่มีการล้างตู้แอร์ 5.การล้างตู้แอร์มี2 แบบ คือ การถอดออกมาล้าง และ การไม่ถอด ซึ่งแน่นอนว่าวิธีแรกนั้นจะใช้เวลาและเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะต้องล้างแบบถอดหรือไม่ถอดนั้นขึ้นอยู่กับว่า ตลอดระยะเวลาการใช้แอร์รถยนต์ที่ผ่านมานั้นผู้ขับขี่ได้ดูแลเอาใจใส่แอร์รถยนตืมากน้อยเพียงใดนะครับการที่ผ่านมามีการล้างทําความสะอาดสม่ําเสมอ การล้างแบบถอดก็อาจจะไม่จําเป็นเท่าใดนักในตอนหน้า ผมจะนําวิธีการล้างตู้แอร์แบบละเอียดมาฝากนะครับ เพราะเมื่อเรารู้ทั้งสาเหตุอาการเสียต่างๆ วิธีดูแลรักษาโดยละเอียดแล้วและนําไปใช้แอร์ในรถยนต์ของเราก็จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นแน่นอนว่าเป็นผลดีทั้งต่อเงินในกระเป๋าและสําคัญยิ่งกว่าคือ สุขภาพของผู้ใช้รถด้วยนะครับ ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล http://franksautoelectrical.com.au/documents/51.html  

    5 วิธี ป้องกันภัย โจรยิงสัญญาณ บล็อกรีโมทรถ

    16/03/2015
    1. ระวังตัวในลานจอดรถ  ลานจอดรถคือเป้าหมายทีสำคัญของโจรประเภทนี้ พวกเขาชอบเสามากพวกมันสามารถทำให้สามารถแอบซ่อนได้ในระยะที่พวกเขาสามารถสกัดสัญญาณ ดังนั้นคุณต้องเริ่มจากการระวังตัวในลานจอดรถให้ดี พยายามมองตามเสาเนืองๆ หลังจากที่กดรีโมท   2. จอดในที่พลุกพล่าน ที่พลุกพล่านหรือมีคนผ่านบ่อย จะเป็นที่ปลอดภัยต่อภยันตรายทุกประเภท ฮวงจุ้ยดีที่สุด ในสามโลกของการจอดรถเลยก็ว่าได้ ที่จริงแล้ว นั่นเพราะ คนร้ายประเภทนี้จะมาจัดการรถคุณหลังจากที่คุณไปแล้ว ซึ่งถ้ารถจอดในที่พลุกพล่าน สำหรับโจรแล้ว มันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงลงมือ     3. สังเกตคนมีพิรุธ บางทีการสังเกตช่วยคุณได้มาก คนบางคนอาจจะอยู่ในที่ซึ่งไม่จำเป็น อย่างที่เราบอกว่า remote jamming  ต้องอยู่ในระยะใกล้พอที่จะดักสัญญาณได้ ซึ่งหมายถึงเขาต้องอยู่แถวๆนั้นอย่างแน่นอน ลองสังเกตคนที่ถืออุปกรณ์บางอย่าง บ้าง อาจจะมีเสาวิทยุ บ้างอาจจะคล้ายๆ เครื่องปาล์ม แล้วป้วเปี่ยนไปมา หรือลองใช้ความรู้สึกดูว่ามีคนจับจ้องเราทำกิจกรรมหรือไม่ ถ้าใช่อย่าวางใจโดยเด็ดขาด แจ้งหน่วยรักษาความปลอดภัยตรวจสอบดูหน่อยก็ดี   4. เช็คซ้ำ หลายคนวางใจเทคโนโลยีมากเกินไปจนลืมคิดถึงภัยที่ตามมา ความจริง การป้องกันที่ดีเริ่มที่เราเองด้วยการเช็ครถซ้ำว่าล็อกหรือไม่ ประการใด จะช่วยป้องกันได้มากที่สุด ในกรณีนี้ รวมถึงอาจจะเดินกลับมาที่รถบ้างถ้ามีโอกาส หรือร้ายสุดในกรณีที่เราพบว่ารีโมทไม่ทำงาน ซึ่งอาจจะเพราะโดนโจรร้ายหรือ แบตเตอร์รี่อ่อน ให้คุณใช้วิธีเบสิคที่สุด คือการล็อกด้วยกุญแจ จะสามารถป้องกันได้ เพราะโดยส่วนใหญ่ระบบเซ็นทรัลล็อกทำงานแยกส่วนกับระบบรีโมทสั่งการ   5. ของมีค่าโปรดอย่างวางไว้ในห้องโดยสาร หลักการของการทำงานโจรรีโมทนี้ ส่วนใหญ่พวกเขาต้องการของมีค่ามากกว่าที่จะขโมยรถ ซึ่งส่วนใหญ่ตามความเข้าใจของทุกคน มักจะชอบทิ้งของไว้ในรถเสมอ ดังนั้นแม้บางทีเราอาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกล่อลูกชนโจรนั้นมีเยอะกว่าที่คิด จนแม้จะทำตามที่เราพูดก็อาจจะพลาดพลั้ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือคุณไม่ทิ้งอะไรไว้ให้พวกเขาสามารถเก็บเป็นของที่ระลึกกลับบ้าน นั่นน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ในการป้องกันตัวเอง   ที่มา: http://www.toptenthailand.com/23-2478.html
    ดูทั้งหมด
    Top