ขับรถเร็วแล้วเกิดอาการรถส่าย มีสาเหตุมาจากอะไร
วันที่เผยแพร่: 31 ก.ค. 2567
ขับรถเร็วแล้วเกิดอาการรถส่าย รถแกว่ง ไม่อยู่นิ่ง มีสาเหตุมาจากอะไร
รถส่ายเวลาขับเร็ว หรือควบคุมรถได้ยาก ซึ่งอาจทำให้ผู้ขับขี่เกิดอันตรายได้ แล้วสาเหตุที่ทำให้รถส่ายคืออะไร อาการเป็นยังไง มาหาสาเหตุพร้อมวิธีแก้ไขก่อนเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เองและผู้อื่นบนท้องถนน ได้ในบทความนี้เลย
รถส่าย อาการเป็นอย่างไร
อาการรถส่าย สังเกตได้จากขณะขับขี่รถยนต์ด้วยความเร็ว ลักษณะของรถจะแกว่ง ส่ายไปมา เลื้อยเป็นงู หรือเข้าโค้งแล้วรถส่ายจนทำให้รู้สึกว่าผู้ขับขี่จะต้องประคองพวงมาลัย หรือเกร็งมือตลอดการบังคับรถเพื่อให้รถยนต์ขับตรงเส้นทาง
รถส่าย เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
อาการรถส่าย อาจเกิดได้จากความผิดปกติ หรือการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ภายในรถยนต์ ที่จะส่งผลให้รถทำงานได้อย่างไม่ปกติ จนเกิดอาการรถส่าย ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มีดังนี้
1. ยางรถยนต์มีปัญหา
รถส่ายอาจมีสาเหตุมาจากยางรถยนต์มีปัญหา ซึ่งในส่วนของยางรถยนต์นั้น ผู้ขับขี่เองสามารถตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ว่ายางรถยนต์นั้นอ่อนเกินไปหรือไม่ ถ้าหากพบว่าอ่อนเกินไป ให้เติมลมยางให้เหมาะสม แต่ถ้าเติมลมยางแล้วยังพบว่ารถยังมีอาการส่ายอยู่ นั่นอาจจะเป็นเพราะว่ายางรถยนต์เสื่อมสภาพหรือเก่า ซึ่งสามารถสังเกตได้จากหน้าสัมผัสของยาง หรือสมดุลที่อาจผิดเพี้ยนไปจากเดิม แต่ถ้าเปลี่ยนยางรถใหม่แล้วรถส่าย ปัญหานี้อาจจะมาจากการใช้ยางที่ผิดประเภท หรือผิดขนาด จนทำให้รถเกิดอาการแกว่งหรือส่ายไปมา สำหรับการแก้ไขเบื้องต้นคือให้ลองสลับยางหน้าดูก่อน ถ้าหากยังพบว่ารถยังมีอาการส่ายอยู่ จึงค่อยดูจุดอื่นที่อาจมีปัญหาต่อไป
2. โช้คอัพผิดรูปร่าง
โช้คอัพ ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่รับแรงกระแทกจากหลุม บ่อ หรือช่วยในการขับขี่ที่นุ่มนวลเท่านั้น แต่ยังช่วยควบคุมการขับขี่รถให้ดี และยังป้องกันการสึกหรอของอะไหล่ช่วงล่างได้อีกด้วย ซึ่งอาการรถส่ายทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถไม่ได้นั้น อาจจะมาจากโช้คอัพผิดรูปหรือชำรุด ซึ่งสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือ รูปร่างของโช้คอัพ มีความผิดปกติไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น บิดเบี้ยว คดงอ บุบ หรือมีรอยยุบ ซึ่งอาจเกิดได้จากการใช้งานรถมากเกินไป หรือผิดรูป เพราะโดนแรงกระแทกซ้ำ ๆ ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าโช้คอัพจะผิดรูปเพียงแค่ข้างเดียว ก็สามารถทำให้รถเสียสมดุลในการทรงตัว ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ยาก จนอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นผู้ขับขี่จะต้องหมั่นตรวจสอบโช้คอัพอยู่เสมอ
3. รถยนต์เสียสมดุล
รถยนต์เสียสมดุล นั้นอาจจะมาจากโช้คอัพที่เริ่มเสื่อมสภาพ ซึ่งโช้คอัพที่ดีจะช่วยให้รถมีสมดุลที่ดีด้วย สามารถสังเกตได้จากการรองรับน้ำหนักของตัวรถจะเริ่มเปลี่ยนไป น้ำหนักของรถจะเทไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป หรือสังเกตจากรอยสึกหรอของยางรถยนต์ที่อาจจะเรียบไม่เท่ากัน หรือมีรอยเป็นบั้งไม่เท่ากัน เป็นสาเหตุที่ทำให้รถเสียสมดุล ทำให้เกิดอาการรถส่าย เมื่อขับขี่
4. ระบบช่วงล่างผิดปกติ
ถ้าหากพบว่ารถมีอาการส่ายแม้ลมยางจะปกติ ให้ลองตรวจสอบช่วงล่างของรถ ซึ่งปัญหาอาจจะมาจากการตั้งศูนย์ถ่วงล้อ ระบบโช้คอัพของรถผิดปกติ หรือระบบช่วงล่างหลวม จนเป็นสาเหตุทำให้ตัวรองรับน้ำหนักทรุด ตรวจสอบได้จากการเอียงของตัวรถ ว่าในขณะที่เลี้ยวโค้งเร็ว ๆ รถมีการเอียง มากกว่าปกติหรือไม่ หรือให้ตรวจสอบความสูงด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย และด้านขวาของรถ ว่ามีความแตกต่างกันมากกว่า 13 มม. หรือประมาณครึ่งนิ้วหรือไม่ ถ้าหากพบว่ามีความห่างกันถึงประมาณครึ่งนิ้ว หมายความว่าสปริงมีการทรุดตัวจนเป็นสาเหตุที่ทำให้รถส่ายนั่นเอง
5. ลูกปืนและลูกหมากเสื่อมสภาพ
หากรถส่ายและหาสาเหตุไม่ได้ ต้นตออาจมาจากจุดที่เรามองไม่เห็นอย่างลูกปืนและลูกหมากเสื่อมที่สภาพ แนะนำให้นำรถยนต์เข้าศูนย์ทันที หรือนำรถไปให้ช่างมืออาชีพตรวจสอบ ซึ่งอาจจะมาจากมุมแคสเตอร์ ที่เป็นตัวดึงล้อหลังเมื่อหักเลี้ยวมีปัญหา ส่งผลต่อน้ำหนักและการตอบสนองของพวงมาลัย จึงมีผลต่อการทรงตัวของรถในเวลาเบรกอีกด้วย
รับมือยังไงเมื่อเกิดอาการรถส่าย
หากพบว่ารถส่ายเมื่อเข้าโค้ง หรือขับเร็ว มีวิธีรับมือเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายในภายหลัง ดังนี้
ตรวจสอบและปรับสมดุลยาง
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการรถส่าย อาจจะมาจากความสมดุลของยางรถ ที่อาจส่งผลต่อการขับขี่ ดังนั้น หากพบว่ารถมีอาการส่าย ให้ตรวจสอบยางรถและขอบล้อ เพื่อดูความผิดปกติที่อาจเห็นได้ชัด หลังจากนั้นให้ปรับสมดุลอย่าง หรือใช้เครื่องถ่วงล้อ โดยการนำรถไปที่ศูนย์หรือเรียกช่างมืออาชีพมาแก้ไข
ตรวจสอบจานดิสก์เบรก
ความผิดปกติของจานดิสก์เบรก อาจจะมองเห็นไม่ได้อย่างชัดเจนในภายนอก แต่ให้สังเกตจากขณะขับรถ ถ้ารถเกิดอาการสั่น เมื่อเหยียบเบรก นั่นแสดงว่า รถมีอาการส่ายเพราะจานดิสก์เบรกมีปัญหา หรือหากพวงมาลัยรถยนต์สั้น เมื่อเหยียบเบรก นั่นอาจเป็นเพราะว่าจานดิสก์เบรกหน้าเสียหรือชำรุด หรือถ้ารถมีอาการส่ายทั้งคันเมื่อเหยียบเบรกนั่นแสดงว่าดิสก์เบรกหลังกำลังมีปัญหา
ตรวจสอบระบบกันสะเทือน
หลังจากที่ตรวจสอบดิสก์เบรกและล้อแล้ว ต่อไปให้ตรวจสอบระบบการสั่นสะเทือน เพื่อดูว่ามีความเสียหายตรงไหนหรือไม่ โดยจะต้องตรวจสอบชิ้นส่วนทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นระบบการสั่นสะเทือน โดยจะต้องตรวจสอบทั้งระบบการสั่นสะเทือนหน้า และระบบกันสั่นสะเทือนหลัง
นำรถเข้าอู่ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
หากผู้ขับขี่ได้ตรวจสอบล้อ ดิสก์เบรก และระบบกันสั่นสะเทือนแล้ว แต่ก็ยังพบว่ารถมีอาการส่ายอยู่ ซึ่งสาเหตุอาจมาจาก เพลาขับไม่สมดุล หรือเครื่องยนต์มันมีปัญหา ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยากที่ผู้ขับขี่จะต้องรับมือ ดังนั้นให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ ควรนำรถไปเข้าอู่หรือเข้าศูนย์ เพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ ทั้งนี้ การได้รับความช่วยเหลือจากช่างมืออาชีพที่เคยพบและแก้ไขปัญหาเหล่านี้มาหลายครั้ง เป็นสิ่งดีกว่าการที่ผู้ขับขี่จะต้องแก้ไขปัญหาด้วยตนเองอย่างแน่นอน
สำหรับใครที่รถกำลังมีปัญหา ที่ Autobacs Thailand พร้อมให้คำปรึกษาจากช่างผู้เชี่ยวชาญ แก้ปัญหาได้จริงด้วยการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ ที่มองหาต้นตอรถส่ายได้อย่างแม่นยำ พร้อมแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมกลับมาอีก
วิธีดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดรถส่าย
รู้กันไปแล้วกับสาเหตุของอาการรถส่าย โดยการดูแลและป้องกันไม่ให้รถส่าย ก็คือการดูแลอุปกรณ์และระบบของรถยนต์ไม่ให้เกิดความเสียหายหรือชำรุด ซึ่งสามารถทำตามได้ ดังนี้
1. หมั่นเช็กลมยางอยู่เสมอ
ก่อนออกเดินทาง ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบช่วงล่างและลมยางก่อนเพื่อให้รถพร้อมใช้งานอยู่เสมอ รวมไปถึงการตรวจสอบคราบน้ำมันในบริเวณโช้คอัพ ว่ามีการรั่วซึมหรือไม่ เพราะระบบเหล่านี้เป็นส่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อการขับขี่รถยนต์
2. ขับรถในความเร็วที่กำหนด
ผู้ขับขี่ไม่ควรขับรถโดยใช้ความเร็วที่เกินกว่ากำหนด เพราะอาจส่งผลให้ระบบช่วงล่างของรถยนต์เสื่อมสภาพเร็ว จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการรถส่ายในภายหลังได้
3. ชะลอความเร็วเมื่อเจอลูกระนาด เนิน หลุม
เมื่อต้องขับผ่านเนิน ลูกระนาด หรือหลุม ควรชะลอความเร็วของรถลง เพื่อเป็นการช่วยถนอมโช้คอัพและสามารถขับรถผ่านไปได้อย่างนุ่มนวลและมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะถ้าหากขับรถไม่ระวังเนิน ลูกระนาด หรือหลุม อาจทำให้โช้คอัพชำรุด จนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการรถส่ายได้
4. เข้าโค้งด้วยความระมัดระวัง
ในขณะที่ขับรถเข้าโค้ง ไม่ควรเบรกอย่างรุนแรงหรือเบรกกะทันหัน ให้แตะเบรกเบา ๆ และชะลอรถตอนเลี้ยว และขับรถเข้าโค้งด้วยความเร็วต่ำ หลังจากพ้นโค้ง แล้วค่อยเร่งเครื่อง ซึ่งการชะลอรถในระหว่างเข้าโค้ง สามารถช่วยให้ผู้ขับขี่ปลอดภัย และสามารถควบคุมรถได้ดี ป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิด
5. ไม่บรรทุกของหนักจนเกินจำเป็น
ไม่ควรบรรทุกของหนักจนเกินความจำเป็น เพื่อให้โช้คอัพรถยนต์ มีอายุในการใช้งานที่ยาวนาน และเพื่อป้องกันไม่ให้โช้คอัพชำรุดเสียหาย เพราะถ้าหากโช้คอัพเสื่อมสภาพ ก็อาจทำให้รถส่ายเวลาขับเร็ว
6. ตรวจสภาพช่วงล่างและส่วนอื่น ๆ เป็นประจำ
ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบการทำงานของโช้คอัพและส่วนอื่น ๆ ของรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการรถส่ายในภายหลังได้
สรุป
อาการรถส่าย สังเกตได้จากขณะขับขี่รถยนต์ด้วยความเร็ว ลักษณะของรถจะแกว่ง ส่ายไปมา หรือเข้าโค้งแล้วรถส่าย จนทำให้รู้สึกว่าผู้ขับขี่จะต้องประคองพวงมาลัย หรือเกร็งมือในการบังคับรถ เพื่อให้รถยนต์ขับตรงเส้นทาง ซึ่งอาการรถส่ายเกิดจากหลายสาเหตุ โดยการดูแลและป้องกันไม่ให้รถส่ายก็คือการดูแลอุปกรณ์และระบบของรถยนต์ไม่ให้เกิดความเสียหายหรือชำรุด เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดอันตรายและอุบัติเหตุ
สำหรับใครที่รถยนต์มีส่วนใดที่เสื่อมสภาพหรืออยากตรวจเช็กสภาพรถ สามารถมาได้ที่ Autobacs Thailand มีบริการครบวงจร ครบ เคลียร์ จบ ทุกเรื่องรถยนต์





 (1).jpg)
 (1).jpg)
