 (1).jpg)
สาเหตุที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน ปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข
วันที่เผยแพร่: 14 พ.ค. 2568
Key Takeaway
หากที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน ปัดกระตุก มีเสียงดัง หรือปัดแล้วน้ำไม่หมดจด แสดงว่าที่ปัดน้ำฝนอาจมีปัญหา
สาเหตุหลักที่ทำให้ที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงานเกิดจากยางใบปัดเสื่อม มอเตอร์เสีย ฟิวส์ขาด หรือระบบไฟฟ้าขัดข้อง รวมถึงน้ำฉีดกระจกหมด
วิธีแก้ไขปัญหาที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน เริ่มจากเช็กยางใบปัดและเปลี่ยนหากจำเป็น ตรวจฟิวส์ ระบบไฟ และน้ำฉีดกระจก หากยังไม่ดีขึ้นควรให้ช่างตรวจสอบ
ปัญหาที่ปัดน้ำฝนรถยนต์ไม่ทำงานอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากอยู่ในช่วงฝนตกหนัก ปัญหานี้อาจทำให้เกิดอันตรายได้โดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาไปเจาะลึกสาเหตุที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงานหรือทำงานผิดปกติ ตั้งแต่ปัญหาเล็กที่แก้ไขได้เอง ไปจนถึงอาการที่ต้องพึ่งพาช่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมคำแนะนำวิธีซ่อมที่ปัดน้ำฝนค้าง และการดูแลรักษาให้ระบบปัดน้ำฝนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความปลอดภัยทุกเส้นทาง
สังเกตอย่างไรว่าที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน?
ระบบปัดน้ำฝนมีส่วนช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางชัดเจนในสภาพอากาศที่มีฝนหรือฝุ่นละออง หากระบบนี้เริ่มแสดงอาการผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่ร้ายแรงกว่าที่คิด โดยมีวิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงานได้ดังนี้
ที่ปัดน้ำฝนทำงานช้ากว่าปกติ
หากสังเกตว่าก้านปัดน้ำฝนเคลื่อนไหวช้าลงกว่าปกติ แม้จะปรับระดับความเร็วแล้วก็ตาม อาจเกิดจากมอเตอร์เริ่มเสื่อมสภาพ หรือมีสิ่งสกปรกอุดตันในระบบการทำงาน เช่น ข้อต่อหลวม หรือกลไกมีคราบฝุ่นและสนิมเกาะอยู่ การทำงานที่ช้าลงอย่างเห็นได้ชัดนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเสียหายที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อนจะลุกลาม
ที่ปัดน้ำฝนหยุดทำงานกะทันหัน
เมื่อเปิดใช้งานที่ปัดน้ำฝนแล้วพบว่าเริ่มทำงานเพียงไม่กี่วินาทีหรือไม่กี่ครั้ง จากนั้นหยุดนิ่งทันที อาจเกิดจากระบบไฟฟ้าภายใน เช่น ฟิวส์ขาด รีเลย์ทำงานผิดปกติ หรือมอเตอร์ไหม้ สัญญาณนี้สังเกตได้จากการที่ก้านปัดหยุดอยู่กลางกระจก หรือไม่มีการขยับใดๆ แม้จะเปิดสวิตช์แล้วก็ตาม
ที่ปัดน้ำฝนทำงานไม่เป็นจังหวะ
อาการปัดแบบกระตุกๆ หรือเร็วสลับช้าโดยไม่สัมพันธ์กับระดับที่ตั้งไว้ เป็นสัญญาณว่าระบบควบคุมอัตโนมัติของที่ปัดน้ำฝนอาจมีปัญหา เช่น เซนเซอร์วัดน้ำฝนทำงานผิดพลาด หรือมีความชื้นรบกวนวงจรไฟฟ้า การทำงานไม่สม่ำเสมอนี้อาจทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิและเกิดความไม่มั่นใจในสภาพฝนตกหนัก
ที่ปัดน้ำฝนมีเสียงดังขณะทำงาน
ที่ปัดน้ำฝนค้างมีเสียงดังผิดปกติ เช่น เสียงเอี๊ยดอ๊าด หรือเสียงฝืดในขณะปัด อาจเกิดจากใบปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพ ยางแข็ง หรือมีสิ่งสกปรกติดอยู่ที่ใบปัด นอกจากนี้ อาจเกิดจากก้านปัดเสียดสีกับกระจกมากเกินไป การได้ยินเสียงดังทุกครั้งที่ใช้งานถือเป็นสัญญาณว่าควรเปลี่ยนใบปัดหรือตรวจสอบระบบยึดก้านทันที
สาเหตุหลักที่ทำให้ที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน
ที่ปัดน้ำฝนช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยบนท้องถนน หากเกิดปัญหาที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงานหรือทำงานผิดปกติ ควรรีบตรวจสอบและแก้ไขก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อการขับขี่ในระยะยาว ซึ่งสาเหตุที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงานที่พบได้บ่อยมีดังนี้
1. ใบปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพ
เมื่อใบปัดน้ำฝนทำจากยางเริ่มแข็ง กระด้าง หรือฉีกขาดจากการใช้งานเป็นเวลานาน การสัมผัสกับกระจกจะไม่แนบสนิท ส่งผลให้ที่ปัดน้ำฝนไม่สามารถขจัดน้ำหรือคราบสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ก้านปัดจะยังทำงานอยู่ แต่หากใบปัดไม่แนบกระจก ก็เท่ากับว่าไม่สามารถใช้งานได้จริงในสภาพอากาศฝนตกหนัก
2. มอเตอร์ที่ปัดน้ำฝนเสีย
มอเตอร์เป็นหัวใจหลักของระบบที่ปัดน้ำฝน หากเกิดความเสียหาย เช่น ขดลวดไหม้ แปรงถ่านหมด หรือกลไกภายในติดขัด จะทำให้ก้านปัดไม่ขยับเลย หรือหยุดทำงานกลางคัน ส่งผลให้ไม่สามารถใช้งานระบบปัดน้ำฝนได้เลย ซึ่งอาจต้องเปลี่ยนหรือซ่อมมอเตอร์ใหม่ทั้งชุด
3. ฟิวส์ขาดหรือระบบไฟฟ้ามีปัญหา
ระบบที่ปัดน้ำฝนพึ่งพาไฟฟ้าในการควบคุมการทำงาน หากฟิวส์ที่ควบคุมวงจรขาด รีเลย์เสีย หรือสายไฟหลวม จะทำให้กระแสไฟไม่สามารถส่งไปยังมอเตอร์ได้ ทำให้ระบบไม่ตอบสนองแม้จะเปิดสวิตช์แล้วก็ตาม ซึ่งในกรณีนี้จำเป็นต้องตรวจสอบระบบไฟฟ้าโดยละเอียด หรือให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตรวจสอบ
4. แขนที่ปัดน้ำฝนหลวม หรือหลุดจากตำแหน่ง
หากแขนที่เชื่อมระหว่างมอเตอร์กับใบปัดน้ำฝนเกิดการคลายตัว หลวม หรือหลุดจากตำแหน่ง จะทำให้มอเตอร์หมุนได้ตามปกติ แต่แรงไม่ถูกส่งต่อไปยังใบปัด ส่งผลให้ที่ปัดน้ำฝนค้าง การตรวจสอบจุดยึดแขนปัดน้ำฝนจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากพบว่าหลุดหรือเคลื่อนควรรีบยึดหรือเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ทันที
5. น้ำยาฉีดกระจกหมดหรือหัวฉีดอุดตัน
แม้จะไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้ที่ปัดน้ำฝนค้างโดยตรง แต่หากไม่มีน้ำยาหรือน้ำฉีดกระจกก่อนปัด จะทำให้ใบปัดเสียดสีกับกระจกโดยตรงจนเกิดเสียงดังหรือแรงต้านมากเกินไป และในบางกรณีอาจทำให้ระบบหยุดการทำงานชั่วคราวเพื่อลดความเสียหาย ดังนั้น การตรวจสอบระดับน้ำยาฉีดกระจกและสภาพหัวฉีดจึงเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการบำรุงรักษา
วิธีแก้ไขปัญหาที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน
เมื่อระบบปัดน้ำฝนเริ่มมีปัญหาหรือที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน การปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการขับขี่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน การแก้ไขเบื้องต้นสามารถทำได้ดังนี้
ตรวจสอบและเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน
สาเหตุหลักที่ทำให้ที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงานเกิดจากการเสื่อมสภาพ การตรวจสอบและเปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนจึงเป็นวิธีเบื้องต้นที่ควรทำทันทีเมื่อพบปัญหา โดยมีขั้นตอนดังนี้
วิธีตรวจสอบใบปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพ
สามารถสังเกตอาการเสื่อมสภาพของใบปัดน้ำฝนได้จากหลายสัญญาณ เช่น ยางใบปัดมีรอยฉีกขาดหรือหลุดล่อน ปัดแล้วเหลือน้ำเป็นเส้นหรือมีคราบน้ำตกค้างเป็นหย่อมๆ บนกระจก นอกจากนี้ หากมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดหรือฝืดขณะทำงาน รวมถึงรู้สึกว่าทัศนวิสัยไม่ชัดเจนเหมือนเดิมขณะใช้งาน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าใบปัดน้ำฝนเริ่มเสื่อมสภาพและควรเปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนใหม่โดยเร็วเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
วิธีเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนอย่างถูกต้อง
ยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นจากกระจก โดยระวังไม่ให้ดีดกลับ เพราะอาจกระแทกกระจกเสียหาย
กดหรือปลดล็อกตัวยึดใบปัดเดิม ซึ่งมีหลายแบบ เช่น แบบห่วง แบบล็อกดันขึ้น หรือแบบคลิป
ถอดใบปัดน้ำฝนเก่าออก แล้วเปรียบเทียบขนาดกับใบใหม่ให้ตรงรุ่น
ใส่ใบปัดน้ำฝนใหม่เข้ากับก้านอย่างแน่นหนา จนได้ยินเสียงคลิกหรือล็อกเข้าที่
ทดลองเปิดใช้งาน เพื่อตรวจสอบว่าใบปัดทำงานได้อย่างราบรื่น ไม่มีเสียงหรือการสะดุด
เช็กและซ่อมแซมมอเตอร์ที่ปัดน้ำฝน
มอเตอร์ที่ปัดน้ำฝนทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของก้านปัดน้ำฝนทั้งหมด หากเกิดปัญหามักส่งผลให้ที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงานหรือหยุดกลางคัน การตรวจสอบมอเตอร์จึงเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการหาสาเหตุของปัญหา ซึ่งสามารถเช็กและแก้ไขได้ดังนี้
วิธีตรวจสอบมอเตอร์ที่ปัดน้ำฝน
การตรวจสอบมอเตอร์ที่ปัดน้ำฝนสามารถเริ่มต้นได้โดยการเปิดสวิตช์ แล้วสังเกตว่าได้ยินเสียงมอเตอร์ทำงานหรือไม่ หากไม่มีเสียงหรือไม่มีการเคลื่อนไหว อาจเป็นสัญญาณว่ามอเตอร์หยุดทำงาน หรือไม่ได้รับกระแสไฟ โดยสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยการดูว่าสายไฟหรือขั้วต่อหลุดหรือมีสนิมเกาะหรือไม่ ใช้มัลติมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าที่เข้าสู่มอเตอร์ และทดสอบโดยการต่อไฟตรงจากแบตเตอรี่ หากมอเตอร์ไม่หมุนแสดงว่าอาจมีความเสียหายภายในที่ต้องได้รับการซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่
การแก้ไขเบื้องต้นหากมอเตอร์เสีย
หากตรวจสอบแล้วพบว่ามอเตอร์ไม่ทำงานแม้จะมีไฟเข้าสู่ระบบ แสดงว่าอาจเกิดความเสียหายภายใน เช่น ขดลวดไหม้ แปรงถ่านสึก หรือระบบเฟืองติดขัด โดยแนวทางแก้ไขเบื้องต้นสามารถเริ่มจากการถอดทำความสะอาดขั้วต่อและสายไฟ ตรวจสอบสภาพมอเตอร์ว่ามีสนิมหรือลูกปืนติดหรือไม่ และลองพ่นน้ำยาหล่อลื่นเพื่อลดแรงฝืด แต่หากปัญหายังไม่หายควรเปลี่ยนมอเตอร์ใหม่ทั้งชุด เพราะมอเตอร์ที่เสียแล้วมักไม่สามารถซ่อมให้กลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และควรให้ช่างผู้ชำนาญเป็นผู้ดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายเพิ่มเติมต่อระบบไฟฟ้าของรถ
ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและฟิวส์
การตรวจสอบระบบไฟฟ้าและฟิวส์ของที่ปัดน้ำฝนเริ่มได้โดยเปิดฝากล่องฟิวส์ภายในห้องโดยสารหรือห้องเครื่อง จากนั้นดูแผนผังบนฝาครอบเพื่อระบุฟิวส์ที่เกี่ยวข้องกับระบบปัดน้ำฝน แล้วดึงฟิวส์ออกมาตรวจสอบว่าขาดหรือมีรอยไหม้หรือไม่ หากพบว่าขาดให้เปลี่ยนด้วยฟิวส์เบอร์เดียวกันเท่านั้น และควรตรวจสอบความแน่นหนาของขั้วสายไฟโดยรอบร่วมด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าระบบไฟฟ้าทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ
ตรวจสอบแขนที่ปัดน้ำฝนและปรับแก้ไข
แขนที่ปัดน้ำฝนควรได้รับการตรวจสอบว่าแน่นหรือไม่ โดยสังเกตจากการทำงานของก้านปัดว่ามีการขยับหรือเลื่อนไปตามแรงหมุนของมอเตอร์หรือไม่ หากก้านไม่ขยับ หรือขยับผิดตำแหน่ง อาจเกิดจากนอตยึดหลวม ควรขันนอตให้แน่น หรือถอดออกแล้วติดตั้งกลับให้ตรงกับตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อให้แรงขับจากมอเตอร์ส่งผ่านไปยังใบปัดได้เต็มประสิทธิภาพ
ตรวจสอบและเติมน้ำยาฉีดกระจก
หากหัวฉีดน้ำล้างกระจกไม่ทำงานหรือฉีดน้ำไม่พุ่ง ควรตรวจสอบถังเก็บน้ำยาว่ามีน้ำเพียงพอหรือไม่ และให้เติมน้ำยาล้างกระจกให้เต็ม จากนั้นตรวจดูหัวฉีดว่าสะอาดหรือมีสิ่งอุดตัน โดยใช้เข็มหรือไม้จิ้มฟันเล็กๆ แหย่เข้าไปในหัวฉีดเพื่อทำความสะอาดเบาๆ พร้อมทดลองฉีดน้ำอีกครั้ง หากน้ำยังไม่ออกอาจต้องตรวจสอบสายยางต่อระหว่างถังกับหัวฉีดว่ามีการหลุดหรืออุดตันหรือไม่
วิธีดูแลที่ปัดน้ำฝนให้ใช้งานได้นานขึ้น
ที่ปัดน้ำฝนเป็นอุปกรณ์ที่ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน และหากไม่ได้รับการดูแล อาจทำให้ที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงานหรือเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร เพื่อให้ที่ปัดน้ำฝนสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตลอดอายุการใช้งาน สามารถดูแลที่ปัดน้ำฝนง่ายๆ ดังนี้
เปลี่ยนใบปัดน้ำฝนทุก 6 - 12 เดือน
ใบปัดน้ำฝนมีอายุการใช้งานจำกัด โดยทั่วไปแนะนำให้เปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนทุก 6 - 12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานและสภาพอากาศ หากพบว่าใบปัดน้ำฝนเริ่มเสื่อม เช่น ปัดไม่สะอาด มีเสียงดัง ที่ปัดน้ำฝนค้าง หรือทิ้งคราบน้ำบนกระจก ควรรีบเปลี่ยนทันที วิธีดูแลคือหมั่นสังเกตสภาพยางใบปัด และไม่ควรใช้งานต่อหากมีรอยฉีกขาดหรือแข็งตัว เพราะอาจทำให้กระจกเป็นรอยและลดทัศนวิสัยขณะขับขี่
หลีกเลี่ยงการใช้ที่ปัดน้ำฝนบนกระจกแห้ง
การเปิดที่ปัดน้ำฝนบนกระจกที่ไม่มีความชื้น อาจทำให้ยางใบปัดเสียดสีกับกระจกโดยตรง เกิดความเสียหายหรือเสียงดังรบกวน จึงควรใช้ร่วมกับน้ำฉีดกระจกทุกครั้งก่อนเริ่มปัด หรือรอให้มีน้ำฝนตกลงมาก่อน หากต้องทำความสะอาดกระจก ควรฉีดน้ำล้างก่อนเสมอเพื่อยืดอายุใบปัดและป้องกันรอยขีดข่วนบนกระจก
ทำความสะอาดใบปัดน้ำฝนเป็นประจำ
ฝุ่น คราบน้ำมัน หรือสิ่งสกปรกที่เกาะติดใบปัดน้ำฝนทำให้ประสิทธิภาพการปัดลดลง และทำให้กระจกพร่ามัวได้ วิธีดูแลคือใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดหรือผสมน้ำสบู่อ่อนๆ เช็ดทำความสะอาดใบปัดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และควรเช็ดหลังจากรถผ่านฝนหนักหรือขับรถบนเส้นทางที่มีฝุ่นมาก เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของยางและยืดอายุการใช้งาน
ตรวจสอบระบบที่ปัดน้ำฝนก่อนเข้าหน้าฝน
ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ควรตรวจสอบระบบใบปัดน้ำฝนให้พร้อมใช้งาน โดยเช็กทั้งยางใบปัด มอเตอร์ และน้ำฉีดกระจกว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ วิธีดูแลคือเปิดใช้งานเป็นระยะๆ แม้ในช่วงที่ไม่ได้ใช้ เพื่อป้องกันมอเตอร์ฝืด และเติมน้ำฉีดกระจกให้เต็มอยู่เสมอ หากพบเสียงผิดปกติ ที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน หรือใบปัดเคลื่อนไหวช้า ควรนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็กเพิ่มเติมทันที
สรุป
หากที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน การดูแลใบปัดน้ำฝนอย่างสม่ำเสมอเป็นการช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยในการขับขี่ โดยควรเปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนทุก 6 - 12 เดือน หลีกเลี่ยงการใช้งานบนกระจกแห้ง หมั่นทำความสะอาดใบปัด และตรวจสอบระบบที่ปัดก่อนเข้าหน้าฝนเป็นประจำ เพื่อยืดอายุการใช้งานและป้องกันปัญหาในขณะขับรถช่วงฝนตก
หากคุณไม่มั่นใจในการตรวจเช็กด้วยตัวเอง สามารถนำรถเข้ารับบริการที่ Autobacs ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรจากญี่ปุ่น ที่ให้บริการตรวจสภาพใบปัดน้ำฝน เติมน้ำฉีดกระจก และเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนคุณภาพสูง โดยมีช่างผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างมืออาชีพในราคาย่อมเยา